ประวัติปาย

ประวัติ อำเภอปาย, อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน , ปาย , pai , pai city , pai history

อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

มีทฤษฎีจำนวนมากเกี่ยวกับการตั้งชื่อ “ปาย” บางคนเชื่อว่าคำว่า “ปาย” หมายถึง ช้างหนุ่มตัวผู้ที่ถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ ของทางภาคเหนือของไทย บางคนกล่าวว่าคำว่า “ปาย” มาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของเผ่าลั๊วะ ถูกค้นพบในอำเภอ ลั๊วะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากในอำเภอปายและเป็นที่เลื่องลือ ในนามนักรบที่สร้างความหายนะยามค่ำคืน ซึ่งถูกเรียกว่า ภูตพราย กาลเวลาผ่านไปทำให้ถูกเรียกเพี้ยนเป็นคำว่า ปาย

คำอธิบายอื่นๆ กล่าวว่า ปาย ถูกตั้งชื่อตามชื่อผู้นำ ของชาวไทยใหญ่กลุ่มแรก ที่เข้ามาตั้งรกรากในอำเภอปาย แต่คำกล่าวที่ดูเหมือนจะใกล้เคียง ความจริงที่สุด กล่าวว่า คำว่า “ปาย” มาจากภาษาไทยใหญ่ ซึ่งแปลว่า “การอพยพ” คำว่า “ปาย” ถ้าหากออกเสียงลงต่ำแล้วจะหมายถึงการหลบหนีอพยพหรือเคลื่อนย้ายออกไป กาลเวลาผ่านไปทำให้เสียงสูงต่ำ และการสะกดคำเปลี่ยนแปลงไป ถ้าหากได้ศึกษาเกี่ยวกับภาษาของไทยใหญ่ และภาษาไทยทางเหนืออย่างใกล้ชิดแล้วการอธิบายนี้ดูจะถูกต้องที่สุด

ชมรมเอกสารเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ของอำเภอปายชมรมแรกถูกตั้งขึ้นในปี 1251 โดยชาวไทยใหญ่ที่อพยพจากสงคราม จากหมู่บ้านไทยใหญ่ พวกเขาตั้งหมู่บ้านขึ้นใหม่ นั่นก็คืหมู่บ้านเวียงเหนือ ใกล้ที่ตั้งของหมู่บ้านเก่าขึ้น, อยู่ทางทิศเหนือของตัวอำเภอปายปัจจุบัน ที่ตั้งที่พวกเขาเลือก เป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติ อุดมสมบูรณ์และ เป็นพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการต่อสู้ระหว่างไทยใหญ่และ ไทยทางเหนือเพื่อการครอบครองพื้นที่ ซึ่งขณะนั้นประเทศไทย มีพ่อขุนเมงรายเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีกองทัพที่เข้มแข็ง

ประวัติศาสตร์กล่าวว่า อาณาจักรเชียงแสนถูกสร้างขึ้น 69 ปีก่อนเชียงใหม่ ราว ๆ ปี 1323 ปาย เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเชียงแสน

สงครามครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี1869 เมื่อทหารไทยใหญ่ได้เอาชนะชาวบ้านปายและเผาทุกอย่างเป็นจุลอย่างไรก็ตามทหารจากเชียงใหม่ก็ขับไล่พวกเขาออกไปได้ในที่สุด หลังจากนั้น หมู่บ้านก็ถูกย้ายที่ตั้งมาเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 10 เดือนพฤษภาคม ปี 1911 ยุคที่ราชอาณาจักรต่างๆของประเทศไทยถูกรวมเข้าด้วยกัน รัฐบาลได้ประกาศให้แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดหนึ่ง ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ อย่างและ ปายก็กลายเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองชาวทหารญี่ปุ่น ใช้อำเภอปายเป็นเส้นทางการขนส่ง จากเชียงใหม่ไปถึงพม่าสิ่งที่เหลืออยู่คือ ถนนที่ยังคงใช้กันอยู่ถึงปัจจุบัน นี้คือครั้งแรกที่ปายได้ต้อนรับคนแปลกหน้าจากแดนไกล

การสร้างถนนใหม่ของรัฐบาลไทยในช่วงปลายปี 1980 สร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่นำความทันสมัยเข้าสู่อำเภอปาย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ชาวบ้าน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น 5 ปีต่อมา ราว ๆ ปี 1985 ชาวอำเภอปายได้ต้อนรับผู้มาเยือนจากแดนไกล นักท่องเที่ยวที่มาจากทุกมุมของโลก กับเป้บนหลังของพวกเขาที่ต่างมาแสวงหา “ปาย”

ประวัติศาสตร์

อำเภอปายเป็นเมืองเก่าแก่ ประชากรที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาแต่เดิมคือชาวพ่ายหรือไปร ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาตระกูลออสโตร-เอเชียติก สาขาว้า-เรียง ดังมีร่องรอยหลักฐานซากวิหารและเจดีย์กระจายอยู่ทั่วไปทั้งบนภูเขาสูง ที่ดอนเชิงเขา บริเวณพื้นราบลุ่มน้ำปาย บางแห่งก่อสร้างด้วยหิน เช่น ในผืนป่าบริเวณใกล้น้ำตกเอิกเกอเต่อ ซึ่งเป็นต้นน้ำแม่ปิงน้อย บางแห่งมีการขุดคูเป็นร่องลึกบนภูเขาสูงชัน มีเจดีย์บนยอดเขา

มีหลักฐานว่าเจ้าเมืองคนแรกคือ ขุนส่างปาย ในสมัยพระเจ้ามโหตรประเทศ พระราชาธิบดีเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ส่งเจ้าแก้วเมืองออกสำรวจชายแดน ได้พบว่าภูมิประเทศน่าสนใจ จึงแนะนำให้ขุนส่างปายย้ายเมืองมาตั้งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปายเพราะเป็นที่ราบกว้างขวาง ผู้คนจึงเรียกเมืองใหม่ว่า “เวียงใต้” ส่วนเมืองเก่าเรียกว่า “เวียงเหนือ”

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

เมืองปายเป็นเมืองที่มีคนตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในสมัยประวัติศาสตร์บริเวณที่ตั้งเมืองปายเป็นเมืองสำคัญของล้านนาในสมัยราชวงศ์มังรายซึ่งมีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ต่อมาเมืองปายได้ร้างไปพร้อมกับเมืองเชียงใหม่ ประมาณปี พ.ศ. 23182338 เมืองปายได้ฟื้นฟูเป็นหมู่บ้านและพัฒนาเป็นอำเภอปาย โดยมีผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ ได้แก่ คนไทยวน (คนเมือง) ชาวไทใหญ่ ชาวปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) และชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากเมืองปายตั้งอยู่ในบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย เหมาะสำหรับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปัจจุบันเมืองปายเป็นเมืองชุมทางที่สำคัญเมืองหนึ่งบนเส้นทางระหว่างเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก WiKi